Translate

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567

AI หรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

 AI หรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานโดยต้องใช้ความสามารถเชิงปัญญาคล้ายกับมนุษย์ เช่น การเรียนรู้ การแก้ปัญหา การรับรู้ การเข้าใจภาษา และการตัดสินใจ




AI ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก:

  1. AI เฉพาะทาง (Narrow AI): เป็น AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะเจาะจง เช่น ระบบการรู้จำเสียง ระบบแนะนำสินค้า หรือระบบวินิจฉัยโรค
  2. AI ทั่วไป (General AI): เป็น AI ที่มีความสามารถในการทำงานและตัดสินใจได้หลากหลายเหมือนกับมนุษย์ แต่ปัจจุบันยังไม่มีระบบ AI ที่สามารถทำได้ถึงระดับนี้

การทำงานของ AI สามารถแบ่งออกเป็นหลายๆ ด้าน เช่น

  • การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning): เป็นการใช้ข้อมูลในการฝึกฝนโมเดลเพื่อให้ระบบสามารถทำนายหรือตัดสินใจได้
  • การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing, NLP): เป็นการให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและสร้างภาษามนุษย์
  • ระบบวิชัน (Computer Vision): เป็นการให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและวิเคราะห์ภาพหรือวิดีโอ
  • การวางแผนและการตัดสินใจ (Planning and Decision Making): เป็นการให้คอมพิวเตอร์สามารถตัดสินใจในการทำงานต่างๆ ได้

AI มีการนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์ การเงิน การขนส่ง การผลิต และการบริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ





วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566

Datacenter คืออะไร?

 Datacenter (ศูนย์ข้อมูล) เป็นสถานที่ที่รวมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายที่ใช้ในการเก็บรักษาข้อมูลและดำเนินการคำนวณขององค์กรหรือองค์กรอื่น ๆ ศูนย์ข้อมูลมักจะมีคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่รวมกันเป็นระบบ เครือข่ายเพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลและการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ



Datacenter มักจะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นเซิร์ฟเวอร์, เครือข่าย, ระบบจัดเก็บข้อมูล (storage), และระบบรักษาความปลอดภัย เป็นต้น เครื่องแม่ข่ายและอุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้ใน Datacenter มักจะมีการกำหนดค่าและการจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเสถียรและเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ



Datacenter เป็นสถานที่ที่สำคัญสำหรับองค์กรหรือธุรกิจที่มีการใช้งานเทคโนโลยีสูง ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาข้อมูลสำคัญและระบบสำคัญ นอกจากนี้ยังมีบริการ Datacenter ที่ให้บริการแก่ลูกค้าภายนอกเพื่อให้การเก็บรักษาข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์ในลักษณะเช่าเป็นบริการ (Infrastructure as a Service หรือ IaaS) หรือสำหรับการใช้พื้นที่สำหรับเซิร์ฟเวอร์ (Co-location Service) อีกด้วย




Datacenter มีประโยชน์หลายอย่างสำหรับองค์กรหรือธุรกิจ ดังนี้:

1. เก็บรักษาข้อมูล: Datacenter ช่วยในการเก็บรักษาข้อมูลที่สำคัญและมีความสำคัญสำหรับธุรกิจ ซึ่งรวมถึงข้อมูลลูกค้า, ข้อมูลการเงิน, รายงานการวิเคราะห์, และข้อมูลอื่น ๆ การเก็บรักษาข้อมูลใน Datacenter ช่วยให้ข้อมูลปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา และรองรับการสำรองข้อมูลและการกู้คืนภายในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือความผิดพลาดระบบ


2. ความเสถียรและการดำเนินงานต่อเนื่อง: Datacenter มีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงและเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่สำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุดชะงักหรือสูญเสียข้อมูล การสำรองข้อมูลและระบบความเสถียรใน Datacenter ยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากอุบัติเหตุเช่นไฟฟ้าดับหรือภัยพิบัติอื่น ๆ


3. การเร่งความเร็วและประสิทธิภาพ: Datacenter มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเครือข่ายที่รวดเร็ว เมื่อธุรกิจมีความต้องการในการประมวลผลข้อมูลที่มากขึ้นหรือการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนมาก




การเลือกใช้ Datacenter นั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจหรือองค์กร เนื่องจากมีผลต่อประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบเทคโนโลยีที่ใช้งาน ดังนั้นควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ก่อนที่จะเลือกใช้ Datacenter ดังนี้:

1. ความเสถียรของบริการ: ตรวจสอบความเสถียรและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ Datacenter โดยดูที่ประสิทธิภาพในการดำเนินการและการบำรุงรักษาระบบ รวมถึงมาตรการที่มีในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการสำรองข้อมูล

2. ประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น: ตรวจสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ใช้ใน Datacenter ว่ามีความสามารถในการรองรับการประมวลผลและการเชื่อมต่อที่ต้องการของธุรกิจหรือไม่ และยังควรพิจารณาถึงความยืดหยุ่นในการปรับปรุงและขยายขนาดของระบบในอนาคต

3. ความปลอดภัย: ตรวจสอบระบบความปลอดภัยที่มีอยู่ใน Datacenter เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของธุรกิจจะได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม รวมถึงมีการสำรองข้อมูลและมีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่เข้มงวด

4. ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์: พิจารณาตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของ Datacenter

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

บริการ MA กับ PM แตกต่างกันอย่างไร ?

  


  บริการ Maintenance Agreement คือ บริการดูแลและบำรุงรักษา เครื่องคอมพิวเตอร์ PC และ Laptop อุปกรณ์เครือข่าย (Network Device) เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) เครื่องลูกข่าย (Client หรือ Workstation) ตลอดจนระบบโปรแกรมใช้งานต่างๆ (Application Software) ให้อยู่ในสถานะพร้อมใช้งานตลอดเวลา

นอกจากนี้การให้บริการ MA ยังรวมไปถึงการให้คำปรึกษาแนะนำกับผู้ใช้งานเกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆในระบบเครือข่าย ให้ถูกต้องและปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆซึ่งอาจก่อปัญหาได้ เช่น Virus Computer เป็นต้น

เหตุผลที่ควรมี  MA

  • พนักงานบริษัทใช้งานโปรแกรมไม่เป็น
  • กรณีที่ซื้อโปรแกรมแกรมมาแล้วแต่ใช้งานไม่ได้
  • ไม่มีความรู้เรื่อง server หรือความรู้เรื่อง Network
  • Upgrade Version ของ Software เพื่อให้โปรแกรมทันสมัยไม่เป็น
  • บริษัทไม่มีทีมพัฒนา Application Software เป็นของตัวเอง


บริการ Preventive Maintenance (PM) คือ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน โดยการวางแผนเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่หรือการซ่อมแซมชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักรหลังการใช้งานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เพื่อเป็นการตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้นและยืดเวลาการใช้งานของเครื่องจักรให้นานมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นอย่างย่ิงสำหรับผู้ประกอบการทั้งหลาย เพราะนอกจากจะช่วยลดปัญหาความขัดข้องระหว่างการผลิตได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังทำให้สามารถผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกเช่นกัน

ตามหลักทั่วไป การป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นล่วงหน้านั้นถือว่าดีกว่าอยู่แล้ว การบำรุงรักษาเชิงป้องกันช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดโดยการส่งเสริมประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ดีที่สุด รายการต่อไปนี้แสดงถึงวิธีการบางประการที่ทีมดูและทรัพย์สินและฝ่ายซ่อมบำรุงสามารถอยู่เหนือการบำรุงรักษาเชิงป้องกันในแผนกของตน

  • กำหนดเวลาและดำเนินการตรวจสอบอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
  • ทำความเครื่องจักรและทรัพย์สินเป็นประจำ
  • หล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวเพื่อลดการสึกหรอ
  • ปรับการควบคุมประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีที่สุด
  • ซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ชำรุด
  • ดูแลน้ำมันหล่อลื่นให้สะอาดอยู่เสมอ


วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ระบบ ISDN PRI E1, PSTN , SIP คือ ?

 ระบบ ISDN PRI E1 , PSTN , SIP คือ ?

สายนอก (Trunk or CO) คือ คู่สายโทรศัพท์ที่มาจากผู้ให้บริการ NT,AIS,3BB เป็นต้น เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อกับระบบตู้สาขาโทรศัพท์ ซึ่งรูปแบบของสายนอก สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด 

        1. PSTN หรือ สายทองแดง ( 1 Chanel : 1 Tel )

        2. E1 หรือ ISDN ( 1 Link = 30 Chanel + 100 Tel )

        3. SIP TRUNK (ไม่มีข้อจำกัดด้านคู่สาย)


PSTN (Public Switched Telephone Network) เดิมที PSTN สร้างขึ้นโดยใช้สัญญาณอะนาล็อกลอยตัวและสวิตช์บอร์ดที่ดำเนินการด้วยตนเอง แต่ถูกแทนที่ด้วยสวิตช์บอร์ดอัตโนมัติ




ISDN (Integrated Services Digital Network) PRI E1 นี้เป็นมาตรฐานของคู่สายโทรศัพท์ที่ใช้กันมาตั้งแต่ในอดีต

โดย Primary Rate Interface (PRI) นี้จะมีให้เลือกใช้งานอยู่ 2 มาตรฐานคือ แบบ T1, แบบ E1


แบบ T1 : จะมีแบนด์วิธ Bandwidth แต่ละช่องสัญญาณเท่ากับ 64-kbit/s และมีช่องสัญญาณ ทั้งหมด 23 ช่องสัญญาณหรือ 23 คู่สายนั่นเอง  มี Bandwidth ทั้งหมด 1.536 Mbit/s /1 วงจร ซึ่งปกติคู่สายแบบ T1 จะนิยมใช้กันในแถบโซนอเมริกา 


แบบ E1 :  จะมีแบนด์วิธ Bandwidth แต่ละช่องสัญญาณเท่ากับ 64-kbit/s และมีช่องสัญญาณทั้งหมด 30 ช่องสัญญาณ หรือ 30 คู่สายนั่นเอง  มี Bandwidth ทั้งหมด 2.048 Mbit/s /1 วงจร ซึ่งปกติคู่สายแบบ E1 จะนิยมใช้กันในแถบโซนยุโรป และในประเทศไทยก็ใช้ E1 นี้เป็นมาตรฐานการใช้งาน



คุณสมบัติเด่น (ISDN PRI E1) 

การคิดอัตราค่าใช้บริการราคาประหยัด สำหรับการโทรในพื้นที่ (02), ต่างจังหวัด, มือถือทุกเครือข่าย, แฟกซ์

เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ที่ต้องการใช้โทรศัพท์หลายเบอร์แต่ประหยัดคู่สาย (1 DTI = 30 วงจร ได้หมายเลขตรง 100 หมายเลข)

สามารถเรียกเข้าหมายเลขได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน Operator

มีหมายเลขตรงทุก Extension

สามารถใช้เลขหมายสวยเป็นเบอร์ operator ได้

หมายเลขเรียงต่อกันและมีเลขสวย ซึ่งง่ายต่อการจดจำและประชาสัมพันธ์

เป็นระบบ Digital ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวน และใช้เพียง 2 คู่สายภายใน

เมื่อโทรออกสามารถกำหนดให้แสดงเบอร์ตรงที่ปลายเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับในภายหลัง

ในกรณีใช้หัวเครื่อง Digital สามารถแสดงเลขหมายโทรเข้าได้



SIP TRUNK (Session Initiated Protocol Trunk) - การสนทนาด้วยเสียงผ่าน Internet ที่เรียกกันว่า VoIP คือการใช้ระบบเครือข่ายให้ทำงานในรูปแบบของเสียง สามารถพูดโต้ตอบกันได้ กรณีที่เป็น ADSL ทั่วไปจำเป็นต้องมี Server กลางสำหรับกำหนดการเชื่อมต่อ เช่น Skype DNS เป็นต้น  

SIP Trunk เปรียบเสมือนสายนอกในระบบเครือข่าย นำสัญญาณโดยเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถติดต่อกันโดยใช้หมายเลขอ้างอิงจากผู้ให้บริการ ในปัจจุบันแต่ละผู้ให้บริการยังไม่สามารถโทรข้ามกัน ผู้ใช้ SIP Trunk ด้วย SIP Provider เดียวกันสามารถโทรหากันได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


คุณสมบัติเด่น (SIP Trunk)

คิดอัตราค่าใช้บริการในราคาประหยัด สำหรับการโทรในพื้นที่ (02), ต่างจังหวัด, มือถือทุกเครือข่าย, แฟกซ์

รองรับการกำหนดวงจรภายใน Trunk (Concurrent) และเลขหมายได้ตามความต้องการลูกค้า สามารถใช้งานได้เหมือนกับระบบโทรศัพท์พื้นฐานทั่วไป

ได้รับหมายเลขโทรศัพท์เช่นเดียวกับโทรศัพท์พื้นฐานตามพื้นที่ของการใช้งาน เช่น ลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพจะได้รับหมายเลข 0-2XXX-XXXX หากอยู่ต่างจังหวัดก็จะได้รับหมายเลขโทรศัพท์ตามพื้นที่นั้น

สะดวกต่อการเพิ่มจำนวนคู่สายเพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น

สามารถใช้เป็นวงจรสำรอง ในกรณีที่ระบบโทรศัพท์พื้นฐานไม่สามารถใช้งานได้

สามารถใช้ประโยชน์จาก IP Network ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รองรับการทำงานร่วมกับวงจรอินเทอร์เน็ตทุกผู้เครือข่าย





*** เกร็ดความรู้  : ระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม
    ระบบโทรศัพท์ที่พวกเราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ในองค์กร หน่วยงาน จะอาศัยอุปกรณ์ ที่เราเรียกกันว่า ตู้สาขาโทรศัพท์  PABX , PBX ( Private Automatic Branch eXchange , Private Branch eXchange ) ที่คอยทำหน้าที่เป็น switching ให้เราสามารถโอนไปมาหากัน ได้ เวลาที่เราต้องการโทรออก ก็คอยหาคู่สายว่างให้เราสามารถโทรได้ PABX ที่รองรับ line โทรศัพท์เยอะๆ ก็มีขนาดใหญ่(มากๆ) อยู่เหมือนกัน และต้องเดินส่วนเฉพาะสำหรับใช้งานระบบโทรศัพท์ แบบ 1 ต่อ 1 เช่นมี 1000 คู่สายภายใน ก็ต้องมี 1000 สาย เชื่อมต่อไปยังเครื่องโทรศัพท์



วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565

Wifi 6 คือ ?

 Wifi 6 คือ ?


WiFi (Wi-Fi) เป็นมาตรฐาน LAN ไร้สาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ IEEE 802.11 สำหรับการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ

รุ่น/มาตรฐาน IEEE

Wi-Fi 6 (มาตรฐาน IEEE 802.11ax) >>> ความถี่ 2.4/5 GHz >>> Link Rate Max : 600–9608 Mbit/s

Wi-Fi 5 (มาตรฐาน IEEE 802.11ac) >>> ความถี่ 5 GHz >>> Link Rate Max : 433–6933 Mbit/s

Wi-Fi 4 (มาตรฐาน IEEE 802.11n) >>> ความถี่  2.4/5 GHz >>> Link Rate Max : 72–600 Mbit/s


ข้อดีของ WIFI6 : ความเร็วมากขึ้น

เนื่องจากแบนด์วิดธ์ที่เพิ่มขึ้นที่ Wi-Fi 6 จ่ายให้ สิ่งนี้กำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเนื่องจากขนาดไฟล์ยังคงเพิ่มขึ้น

อย่างต่อเนื่องพร้อมกับความต้องการข้อมูลที่สูงขึ้นในการสตรีมวิดีโอคุณภาพสูงและการเล่นเกมออนไลน์ที่

ต้องใช้การสื่อสารอย่างหนัก การเล่นเกมแบบผู้เล่นหลายคนพร้อมกันขณะมีการสตรีม 

ต้องใช้แบนด์วิดธ์ขนาดใหญ่และการเชื่อมต่อที่เชื่อถือได้และเสถียร


แล้ว Wi-Fi 6 เร็วขึ้นขนาดไหน ?

9.6 Gbps คือระดับความเร็วสูงสุดของ Wi-Fi 6 ในช่องสัญญาณต่างๆ ในทางตรงกันข้าม Wi-Fi 5 นั้นมีระดับความเร็วสูงสุดที่ 3.5 Gbps



Wi-Fi 6 มีความหน่วงที่ต่ำลงได้ถึง 75% โดยสามารจัดการการรับส่งข้อมูลเครือข่ายจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

สำหรับนักเล่นเกมแล้ว นั่นหมายถึงการดาวน์โหลดเกมที่เร็วขึ้น ความเร็วในการอัปโหลดที่ดีขึ้นในการสตรีมการเล่นเกม


อะไรที่ทำให้ Wi-Fi 6 เร็วขึ้น ?

เทคโนโลยี Orthogonal Frequency Division Multiple Access (OFDMA) OFDMA ทำงานโดยการแบ่งช่องสัญญาณเป็นคลื่นพาห์ย่อย

และอนุญาตให้รับส่งไปยังอุปกรณ์ปลายทางหลายจุดในเวลาเดียวกัน เราเตอร์ Wi-Fi 6 สามารถส่งสัญญาณต่างๆ ใ

นหน้าต่างรับส่งสัญญาณเดียวกันได้ ส่งผลให้เราเตอร์สามารถที่จะสื่อสารกับอุปกรณ์หลายชนิดได้ด้วยการส่งสัญญาณเพียงครั้งเดียว

แทนที่จะต้องรอให้ถึงรอบของแต่ละอุปกรณ์เนื่องจากเราเตอร์รับส่งข้อมูลให้ทั่วทั้งเครือข่าย


เทคโนโลยี Beamforming เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ Wi-Fi 6 ปรับปรุงเพื่อให้ได้ความเร็วที่สูงขึ้น วิธีการส่งข้อมูลที่สุดล้ำสมัยนี้จริง ๆ 

แล้วทำได้ค่อนข้างง่าย แทนที่จะกระจายข้อมูลไปในทุกทิศทาง เราเตอร์จะตรวจจับตำแหน่งที่อุปกรณ์ที่ร้องขอข้อมูลอยู่และ

ส่งกระแสข้อมูลที่ถูกแปลงไปมากขึ้นในทิศทางนั้น



วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565

มาตรฐาน OSI 7 Layer

มาตรฐา่น OSI 7 Layer


องค์กรมาตรฐาน ISO (Internation Organization for Standardzation) ได้ทำการศึกษาหาแนวทางกำหนดมาตรฐานฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในระบบเครือข่าย โดยตั้งชื่อมาตรฐานว่า ISO (Open System interconnection) เพื่อให้เครือข่ายที่ถูกสร้างจากบริษัทต่างๆ สามารถเชื่อมโยงและสื่อสารกันได้ โดยโครงสร้างจะถูกแบ่งได้ 7 Layer


1. Physical Layer  เป็นระดับต่ำสุดจะมองในแง่สัญญาณที่ส่งข้อมูลระหว่างกัน รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อจริงๆ อุปกรณ์ระดับนี้ เช่น สาย Fiber Optic, สาย UTP, Hub, Repeater

2. Data Link Layer เป็นระดับที่ใช้รับส่งข้อมูลผ่านตัวกลาง (Media) และจัดรูปแบบของเฟรม (Frame) เพื่อเชื่อมต่อกับระดับที่ 3 อุปกรณ์ที่ทำงานในชั้นนี้ เช่น สวิตซ์ (Switch) 

3. Network Layer เป็นระดับที่มองข้อมูลที่แพ็กเกจ (Package) โดยที่แพ็คเกจอาจจะใหญ่หรือเล็กจะเป็นข้อมูลที่ถูกซอยย่อยให้างไปในเครือข่าย ซึ่งข้อมูลบางส่วนในแพ็คเกจใช้เป็นตัวช่วยบอกเส้นทางที่แพ็คเกจนั้นจะเดินทางไป อุปกรณืในชั้นนี้ เช่น เราเตอร์ (Router)

4. Transport Layer เป็นระดับที่ใช้ในการควบคุมความผิดพลาดในการรับ-ส่งข้อมูลจากต้นทางไปปลายทาง

5. Session Layer เป็นระดับที่ใช้กำหนดวิธีการควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างผู้รับข้อมูลและผู้ส่งข้อมูล ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดการสื่อสาร

6. Presentation Layer เป็นระดับที่ดูแลเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างแอปพลิเคชันของคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ในเครือข่าย

7. Application Layer เป็นระดับที่จัดการเกี่ยวกับแอปพลิเคชัน เช่น การเข้าถึงญานข้อมูล หรือการรับ-ส่ง E-mail



วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564

เทคโนโลยี Blockchain

เทคโนโลยีบล็อกเชนคืออะไร



        เทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นกลไกฐานข้อมูลขั้นสูงที่เปิดรับการแบ่งปันข้อมูลที่โปร่งใสภายในเครือข่ายธุรกิจ โดยฐานข้อมูลบล็อกเชนจะจัดเก็บข้อมูลในบล็อกที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวจะมีความสอดคล้องกันตามลำดับเวลาเนื่องจากคุณไม่สามารถลบหรือแก้ไขลูกโซ่ได้หากไม่ได้รับฉันทามติจากเครือข่าย ด้วยเหตุนี้ คุณจึงสามารถใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อสร้างบัญชีแยกประเภทที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้และไม่เปลี่ยนรูปเพื่อติดตามคำสั่งซื้อ การชำระเงิน บัญชี และธุรกรรมอื่นๆ ระบบดังกล่าวมีกลไกภายในที่ป้องกันการเพิ่มธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตและสร้างมุมมองของธุรกรรมร่วมเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ



       จุดกำเนิดของ Blockchain
        เมื่อปี 2008 ในช่วงวิกฤตเศษฐกิจครั้งใหญ่ที่เราเรียกว่า Global Financial Crisis บุคคลนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ได้ให้กำเนิดสิ่งที่เรียกว่าบิทคอยน์ขึ้นมา โดยออกแบบให้บิทคอยน์เป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกในประวัติศาสตร์ที่ใครๆก็สามารถใช้ได้ ทุกคนสามารถถือเงินและโอนเงินหากันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ เช่นธนาคาร และที่สำคัญ มันไม่ได้ถูกสร้างหรือควบคุมโดยรัฐหรือองค์กรใด ๆ


เป็นการเก็บข้อมูล ซึ่งไม่มีตัวกลาง โดยข้อมูลจะถูกแชร์และจัดเก็บเป็นสำเนาไว้ในเครื่องของทุกคนที่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน

เสมือนห่วงโซ่ (Chain) เทคโนโลยีนี้จะช่วยด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือในการทำธุรกรรมการเงินแบบไม่อาศัยคนกลาง


    (1) กรณีมี Hacker ต้องการทำลายข้อมูลเอกสารการเงิน Hacker ต้องไปทำลายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันทุกเครื่อง

    (2) กรณีมี Hacker ต้องการขโมยข้อมูล จะต้องทำการ Hack ให้ได้มากกว่า 51% จึงจะทำการ Hack สำเร็จ โดยต้องไปขโมยข้อมูลเดียวกันทุกเครื่องในฐานข้อมูลเดียวกัน



และที่สำคัญเทคโนโลยีนี้ได้มีการนำมาใช้กับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล เช่น Bitcoin , ETH และอื่นๆ

เอา Blockchain มาใช้กับการเงิน Bitcoin 

Bitcoin และบล็อกเชนแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
Bitcoin และบล็อกเชนอาจใช้แทนกันได้ แต่ทั้งคู่เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Bitcoin เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในยุคแรก ผู้คนจึงเริ่มใช้ Bitcoin เพื่อสื่อความหมายถึงบล็อกเชนโดยไม่ได้ตั้งใจ จนทำให้เกิดการเรียกชื่อผิดนี้ขึ้น แต่เทคโนโลยีบล็อกเชนมีการประยุกต์ใช้มากมายนอกเหนือจาก Bitcoin

Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ทำงานโดยไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง แต่เดิมนั้น มีการสร้าง Bitcoin ขึ้นเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินทางออนไลน์ แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถแปลงเป็นสกุลเงินอื่นๆ ทั่วโลกได้ เช่น USD หรือยูโร โดยเครือข่ายบล็อกเชน Bitcoin แบบเปิดสาธารณะจะสร้างและจัดการบัญชีแยกประเภทกลาง 

เครือข่าย Bitcoin
บัญชีแยกประเภทสาธารณะบันทึกธุรกรรม Bitcoin ทั้งหมด และเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกต่างมีสำเนาของบัญชีแยกประเภทนี้ เซิร์ฟเวอร์จึงเปรียบเสมือนธนาคาร แม้ว่าแต่ละธนาคารจะรับทราบเพียงข้อมูลเกี่ยวกับเงินที่ลูกค้าแลกเปลี่ยน แต่เซิร์ฟเวอร์ Bitcoin นั้นรับรู้ถึงธุรกรรม Bitcoin ทุกรายการที่เกิดขึ้นในโลก

ไม่ว่าใครที่มีคอมพิวเตอร์สำรองสักเครื่องก็สามารถตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ซึ่งเรียกว่าโหนดได้ ซึ่งเปรียบเสมือนกับการเปิดธนาคาร Bitcoin ของคุณเองแทนที่จะเป็นบัญชีธนาคาร

การขุด Bitcoin
ในเครือข่าย Bitcoin สาธารณะ สมาชิกจะขุดหาสกุลเงินดิจิทัลโดยการแก้สมการในการเข้ารหัสเพื่อสร้างบล็อกใหม่ ระบบจะเผยแพร่ธุรกรรมใหม่แต่ละรายการสู่สาธารณะไปยังเครือข่ายและแบ่งปันจากโหนดหนึ่งไปยังอีกโหนดหนึ่ง ทุกๆ 10 นาทีหรือราวๆ นั้น นักขุดจะรวบรวมธุรกรรมเหล่านี้ไว้ในบล็อกใหม่และเพิ่มเข้าไปยังบล็อกเชนอย่างถาวร ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสมุดบัญชีขั้นสุดท้ายของ Bitcoin



ทั้งนี้การขุดต้องใช้ทรัพยากรการในการประมวลผลจำนวนมหาศาลและใช้เวลานานเนื่องจากความซับซ้อนของกระบวนการด้านซอฟต์แวร์ นักขุดจึงได้รับสกุลเงินดิจิทัลจำนวนเล็กน้อยเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน โดยนักขุดเปรียบเสมือนเสมียนสมัยใหม่ที่บันทึกธุรกรรมและเก็บค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม

จากนั้นผู้เข้าร่วมทุกคนในเครือข่ายจะบรรลุฉันทามติว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของเหรียญใด โดยใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสบล็อกเชน





วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เปรียบเทียบระหว่างเคเบิลเส้นใยแก้ว (Fiber Optic) กับสายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)

 


ตารางเปรียบเทียบระหว่างเคเบิลเส้นใยแก้ว (Fiber Optic) กับสายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) 



เส้นใยแก้ว Fiber

โดยข้อดีสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. มีค่าการลดทอนสัญญาณต่ำ (low attenuation)

2. บรรจุข้อมูลได้เป็นจำนวนมหาศาล

3. โครงสร้างของสายเคเบิลมีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา

4. ราคาถูก เนื่องจากเส้นใยแก้วทามาจากวัตถุดิบที่เป็นทราย ซึ่งหาได้ง่ายกว่าทองแดงในธรรมชาติ

5. เป็นอิสระทางไฟฟ้า (Electrical Isolation) เนื่องจากเส้นใยแก้วมีคุณสมบัติเป็นฉนวน จึงไม่นำไฟฟ้า

6. ปราศจากสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า

7. ข้อมูลมีความปลอดภัยสูง

8. มีความทนทานสูง เส้นใยแก้วแต่ละเส้นจะมีอายุการทำงานที่ยาวนานมาก   กรณ๊ไม่หักหรือโดนแรงมากระทำ


โดยมีข้อด้อยดังนี้

1. เส้นใยแก้วมีความเปราะบาง แตกหักได้ง่ายเมื่อมีแรงภายนอกมากระทำ

2. เคเบิลเส้นใยแก้วไม่สามารถจัดวางให้มีรัศมีการโค้งงอน้อยๆ ได้ เหมือนสายไฟ

3. ในการติดตั้งระบบสายส่งเคเบิลเส้นใยแก้ว ต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์พิเศษ

รวมทั้งต้องอาศัยทักษะ ความชานาญ ความประณีต ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูงสาหรับงานด้านนี้ ค่อนข้างจะมีราคาสูงทีเดียว

ภาพเครื่องมือ Splice (เชื่อมสาย) สาย Fiber 


สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)
    สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) เป็นสายสัญญาณอีกประเภทหนึ่งซึ่งจะประกอบด้วยลวดทองแดงอยู่ตรงกลาง หุ้มด้วยฉนวนพลาสติกชั้นหนึ่ง แล้วจึงหุ้มด้วยทองแดงที่ถักเป็นแผ่น แล้วหุ้มภายนอกอีกชั้นหนึ่งด้วยฉนวนพลาสติก สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และสัญญาณรบกวนอื่น ๆ ใช้กันอย่างแพร่หลายในระบบโทรทัศน์ ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 350 Mbps ระยะการส่งสัญญาณสูงสุด 2-3 ไมล์
 
ข้อดี
- ราคาถูก
- มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
- ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา 
ข้อเสีย
- ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย
- ระยะทางจำกัด








วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic)

 โครงสร้างสายเบื้องต้น




        

            เส้นใยแก้ว หมายถึง เส้นใยโปร่งแสงทรงกระบอกตันขนาดเล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใยทั้งเส้นประมาณ 125 ไมครอน (ไมโครเมตร) หรือ 0.125มิลลิเมตร  (ขนาดเล็กกว่าเส้นผมเล็กน้อย)
                

                โดยทั่วไปวัสดุที่ใช้ทำเส้นใยแก้วมักเป็นสารประกอบประเภท ซิลิกา หรือ ซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) ซึ่งก็คือแก้วบริสุทธิ์ แก้วนี้อาจถูกเจือ (doped) ด้วยสารหรือวัสดุบางอย่าง ที่สามารถควบคุมอัตราการเจือได้ เพื่อทำให้แก้วมีค่าดรรชนีหักเหของแสง (refractive index) ตามต้องการ
                

                โครงสร้างพื้นฐานของเส้นใยแก้วประกอบด้วยวัสดุโปร่งแสงสองชั้น โดยในแนวแกนกลางของเส้นใยแก้วซึ่งเรียกทับศัพท์ว่า คอร์ (core) จะมีค่าดรรชนีหักเหสูงกว่าส่วนที่อยู่โดยรอบที่ห่างจากแกนกลางออกไป ซึ่งส่วนหลังนี้ เรียกว่า แคลดด้ิ้ง (cladding) หรือบางคนอาจเรียกสั้นๆ ว่า แคลด (clad) ทั้งสองส่วนนี้ ถ้ามองด้วยตาเปล่าหรืออาจใช้แว่นขยายธรรมดาส่องดูจะแยกไม่ออกเลย โดยจะเห็นเสมือนเป็นเนื้อแก้วชนิดเดียวกัน

                

                ส่วนของเส้นใยแก้วที่เป็นเนื้อแก้วนี้ เรียกว่า เส้นใยแก้วเปลือย (bare fiber) จะมีความเปราะบางมากเนื่องจากมีขนาดเล็กเท่าเส้นผม จึงต้องทำการเคลือบผิวของมันด้วยสารประเภทซิลิโคน โพลีเมอร์ หรือพลาสติกบางๆ ซึ่งส่วนนี้ มักเรียกทับศัพท์ว่าโค๊ดติ้ง(coating) หรือ แจ็กเก็ต (jacket)




สายไฟเบอร์ออฟติก Fiber Optic มีกี่ประเภท
ชนิดของสายที่ใช้แต่ละประเภทย่อมมีแบ่งแยกออกโดยเฉพาะ สาย fiber optic ก็เช่นกัน ในหัวข้อนี้จะอธิบายว่าสาย fiber optic มีกี่ประเภท ซึ่งมีตามดังนี้

Fiber Optic Cable Single-Mode
   Single mode optical fiber หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า SM เป็นสาย Fiber optic ซึ่งออกแบบมาสำหรับการนำแสงเป็นเส้นตรงในระยะทางไกล สายชนิดนี้ส่งสัญญาณได้ตั้งแต่ 5 กิโลเมตร ถึง 120 กิโลเมตรซึ่งไม่ว่าจะเป็นความเร็วอินเทอร์เน็ต 10Mbps, 100Mbps หรือ 1000Mbps(1Gbps) หากใช้สาย Fiber optic ชนิด single mode จะสามารถส่งสัญญาณได้ไม่จำกัดและความเร็วไม่ลดลง ชนิดของสาย fiber optic singlemode มี 2 แบบ คือ OS1 และ OS2 ซึ่งทั้งสองแบบนี้จะมีความแตกต่างสำหรับนำมาใช้งานทั้งทางด้านความยาวของคลื่นแสง 1310nm, 1550nm และ การใช้งานกับค่าสัญญาณรบกวนภายในสาย

Fiber Optic Cable Multi-mode
   สายเคเบิลไฟเบอร์ออฟติกชนิด Multi-mode สามารถเรียกสั้น ๆ ว่า MM สายประเภท Multi-mode ใช้สื่อสารได้เฉพาะในระยะทางที่สั้น เนื่องจากความเร็วและระยะทางซึ่งถูกจำกัดไว้ เช่น ถ้าหากต้องการส่งสัญญาณความเร็ว 100Mbps ระยะทางสูงสุดที่ส่งได้คือ 2 กิโลเมตร เพราะเหตุนี้สายเคเบิลไฟเบอร์ออฟติกชนิด Multi-mode จึงใช้งานได้เฉพาะภายในตึกและอาคาร


สายไฟเบอร์ออฟติก Fiber Optic แบบ Single-mode และ Multi-mode ต่างกันอย่างไร ??
Core Diameter
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า สาย fiberoptic มีกี่ core และมีกี่ขนาด ซึ่งสายแต่ละประเภทจะมี ขนาด core ที่ไม่เท่ากัน

ขนาด Core ของ Single mode คือ 9/125 µm (OS1, OS2)
ขนาด Core ของ Multi mode จะมี 2 ขนาดซึ่งถูกแบ่งออกมาเป็น 5 ประเภท คือ
  • 62.5/125 µm (OM1)
  • 50/125 µm (OM2)
  • 50/125 µm (OM3)
  • 50/125 µm (OM4)
  • 50/125 µm (OM5)
*** หมายเหตุ OM1 ไม่มาสามารถนำมาใช้เชื่อม OM2 , OM3 , OM4 , OM5 ได้ เพราะขนาดแก้วไม่เท่ากัน


Jacket Color
Jacket คือ สีเปลือกนอกของสายเคเบิลไว้ใช้สำหรับแบ่งแยกระหว่าง Multi-Mode และ Single-Mode ตามคำแนะนำของมาตรฐาน TIA-598C โดยแบบ Single-Mode ใช้ Jacket สีเหลือง 

ส่วนแบบ Multi-Mode ใช้สีของ Jacket ซึ่งแบ่งเป็นแต่ละประเภท ตามดังนี้
  • OM1 สีส้ม
  • OM2 สีส้ม หรือ เทา
  • OM3 สีฟ้า
  • OM4 สีฟ้า หรือ ม่วงชมพู
  • OM5 สีเขียว


ชนิดของหัว F.O. CONNECTOR 
หัว Connector ของ Fiber Optic มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ และแต่ละหัว Connector นำไปใช้ประโยชน์หรือแตกต่างกันอย่างไร 



  • ST Connector ประเภทนี้มีอัตราการสูญเสียกำลังแสงเพียงแค่ไม่เกิน 0.5 dB เท่านั้น วิธีการเชื่อมต่อก็เพียงสอดเข้าไปที่รู Connector แล้วบิดตัวเพื่อให้เกิดการล็อกตัวขึ้น เพิ่มความทนทาน แข็งแรง ทำให้ไม่เกิดปัญหาจากการสั่นสะเทือน และหัวชนิดนี้ ยังถูกนำมาใช้กับระบบ LAN Hub หรือ Switch และการใช้งานสำหรับสาย Fiber Optic ชนิด Single Mode และ Multimode มากที่สุดอีกด้วย แต่ในปัจจุบัน หัว ST Connector ชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว

  • SC Connector เป็นหัวที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากใช้ง่ายเพราะเป็นหัวแบบถอดเข้าถอดออกได้ พิเศษกว่านั้น SC Connector เป็นชนิดปรับแกนเส้นใยนำแสงได้ด้วย และเหมาะสำหรับการเชื่อมต่อ Fiber Optic ภายในอาคารสำนักงาน ซึ่งเครือข่าย LAN ชนิดนี้ยังเหมาะสำหรับงานที่ต้องการถอดเปลี่ยน Connector แบบรวดเร็ว โดยไม่สนใจความแน่นหนาของ Connector

  • FC Connector หัวนี้ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป โดยส่วนมาก Connector ชนิดนี้ จะถูกนำไปใช้งานทางด้านเครือข่ายโทรศัพท์ เนื่องจาก FC Connector ชนิดนี้อาศัยการขันเกลียวเพื่อยึดติดกับหัวปรับ ซึ่งข้อดีก็คือการเชื่อมต่อที่แน่นหนา ทนทาน และแข็งแรง แต่การเชื่อมต่ออาจต้องเสียเวลามากหน่อย

  • LC Connector มักใช้สำหรับการรับ-ส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูงมาก หรือเชื่อมต่ออุปกรณ์ทางแสง (Optical Module) ภายในองค์กร เป็นหัวที่มีขนาดเล็กนิยมใช้ต่อเข้ากับ Converter, GBIC หรือ SFP แต่ถ้าหากแบบคู่ ก็จะเรียก Duplex แบบเดี่ยวเรียก Simple ซึ่งก็ถือว่าเป็นหัวเชื่อมต่อที่ใช้งานง่ายมาก ทั้งยังสะดวก ราคาถูก มีการสูญเสียที่ต่ำมากและกินไฟน้อย มีทั้งแบบ Single Mode และ Multimode ซึ่ง LC Connector ถือเป็นการเข้าหัวสายที่นิยมมากในปัจจุบัน

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

UPS เครื่องสำรองไฟฟ้า ?


Uninterruptible Power Supply (UPS) 
"เครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ"


           เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการสำรองไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เช่น Compute, Server , IP camera และอื่นๆ ในกรณีที่เกิดไฟฟ้าดับหรือเกิดแรงดันไฟฟ้าผิดปกติโดยอุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่ในการปรับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่อยู่เสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์อิเล์กทรอนิคส์


หลักการทำงานของ UPS
หลักการทำงานของ UPS

ส่วนประกอบหลัก

1. เครื่องประจุแบตเตอรี่ (Charger) หรือ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าจาก AC เป็น DC (Rectifier)
- ทำหน้าที่รับกระแส AC จากระบบจ่ายไฟ แปลงกระแส DC จากนั้น >> ประจุเก็บไว้ใน Battery

2. เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)
- ทำหน้าที่รับกระแส DC จากเครื่องแปลงกระแส AC เป็น DC หรือ Battery  >> และแปลงเป็นกระแส AC สำหรับใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

3. แบตเตอรี่ (Battery)
- ทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในกรณีเกิดปัญหาทางไฟฟ้า โดยจะจ่ายกระแส DC ให้กับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าในกรณีที่ไม่สามารถรับกระแส AC จากระบบจ่ายไฟได้




UPS มีกี่ชนิด แบบไหนบ้าง ?
UPS ที่ใช้ทำงานนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นจะมีการใช้งานที่คล้ายคลึงกันนั่นก็คือการสำรองไฟเพื่อจ่ายไฟออกให้กับอุปกรณ์อื่นๆ แต่จะแตกต่างกันตรงที่แต่ละประเภทจะใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่างกันดังนี้

1. Standard UPS หรือออฟไลน์ UPS
เป็น UPS ที่จะทำงานด้วยการรับพลังงานจากระบบไฟบ้านโดยตรง พร้อมทั้งจะมีการทำหน้าที่แปลงพลังงานไฟให้เป็นกระแสสลับและส่วนหนึ่งก็จะเอาไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ หากเกิดไฟฟ้าดับขึ้นมา UPS นี้ก็จะทำการจ่ายไฟฟ้าให้กับ Inverter ภายใน เป็นการแปลงกระแสไฟฟ้าเป็นกระแสสลับ นั่นก็คือไฟบ้านที่ใช้กันอยู่ภายในบ้านนั่นเอง เพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับ UPS นั้นยังสามารถทำงานได้อย่างเดิม แต่ UPS ชนิดนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีไฟฟ้าดับเท่านั้น เช่น กระแสไฟฟ้าที่ผันผวนหรือกระแสไฟฟ้าตกทำให้มีราคาที่ถูกกว่า UPS ชนิดอื่นๆ


2. LINE interactive UPS with Stabilizer
UPS ประเภทนี้ จะมีลักษณะที่คล้ายกับแบบออฟไลน์ แต่สิ่งที่แปลกและเพิ่มขึ้นมานั่นก็คือ ระบบที่จะช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าให้อย่างอัตโนมัติ เป็นการทำขึ้นมาเพื่อให้กระแสไฟฟ้าคงที่เมื่อเจอกระแสไฟฟ้าที่ผันผวน ทำให้ไม่เกิดการกระชากของไฟเวลาไฟตก และถึงแม้จะมีการเกิดกระแสไฟฟ้าผันผวนเกิดขึ้น หากเป็นกระแสไฟฟ้าที่ไม่มากนัก UPS ชนิดนี้ก็จะไม่ดึงเอาพลังงานมาใช้ ทำให้เป็น UPS ที่มีอายุการใช้ค่อนข้างนาน และยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก



3.True online UPS 
UPS คุณภาพสูง โดยส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพในการใช้งานแบบ x 2 คือเป็นทั้งเครื่องประจุกระแสไฟฟ้าพร้อมทั้งเป็นตัวแปลงไฟฟ้าด้วย ซึ่ง UPS ชนิดนี้จะถูกทำขึ้นมาเพื่อใช้งานตลอดเวลาและสามารถป้องกันปัญหาไฟได้ทุกกรณี จะนิยมใช้กันเป็นอย่างมากกับการใช้งานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในการแพทย์ต่างๆ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการความเสถียรสูง เรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ UPS ชนิดนี้ก็รับได้หมดไม่ต้องกังวล





ตารางเปรียบเทียบ




*** แหล่งข้อมูลภาพ Credit : addin.co.th




















วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ระบบ LAN


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุปกรณ์ประกอบสาย LAN 
(ชื่อทางการ สาย UTP : Unshielded Twisted Pair)

การเลือกใช้สาย >> แบ่งตามลักษณะการติดตั้ง

1. ชนิดติดตั้งภายในอาคาร (Indoor Cable)

สายสัญญาณสำหรับติดตั้งภายในอาคารนั้น เปลือกนอกมักนิยมทำจากวัสดุ PVC เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและสามารถป้องกันการลามไฟได้ นอกจากนี้ได้มีข้อกำหนดหรือมาตรฐานป้องกันทางด้านอัคคีภัย จึงต้องมีการใส่สารพิเศษเข้าไป ทำให้สามารถแบ่งชนิดของสายภายในอาคารที่ใช้กันแพร่หลาย 4 ชนิดด้วยกัน

- CM (Communication Metallic)
เป็นสายที่สามารถป้องกันการลามไฟได้ในแนวราบ เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป เช่นการติดตั้งสายแนวราบภายในชั้นเดียวกัน (Horizontal Wiring)

- CMR (Communication Metallic Riser)
สายชนิดนี้สามารถป้องกันการลามไฟทั้งแนวราบและแนวดิ่ง มักใช้ในการเดินสายสัญญาณระหว่างชั้นในอาคารโดยผ่านช่องเดินสายของตัวอาคาร (Vertical Shaft)

- CMP (Communication Metallic Plenum)
เป็นสายที่เหมาะสำหรับการติดตั้งเดินสายบนฝ้าเพดาน หรือบริเวณช่องว่างเหนือฝ้าที่มีอากาศไหลเวียน (Plenum Space) แต่ไม่สามารถป้องกันการลามไฟในแนวดิ่งได้

- LSZH (Low Smoke Zero Halogen)
สามารถป้องกันการลามไฟได้ทั้งในแนวราบและแนวดิ่งเหมือน CMR แต่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือเมื่อเกิดอัคคีภัย สายชนิดนี้จะมีควันน้อยและไม่ก่อให้เกิดสารพิษ


ภาพสายใช้ภายในอาคาร เปลือกสีขาว หรือ ฟ้า วัสดุ PVC เกรด CM, CMR 
หรือ LSZH

2. ชนิดติดตั้งภายนอกอาคาร (Outdoor Cable)

สายสัญญาณสำหรับติดตั้งภายนอกอาคารนั้น จะมีเปลือกนอกทำจากวัสดุ PE (Polyethylene) ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่สึกกร่อน แต่จะไม่สามารถป้องกันการลามไฟได้ ดังนั้นเราควรเลือกสายให้ถูกต้องตามชนิดของการใช้งาน

ภาพสายใช้ภายนอกอาคาร เปลือกสีดำ วัสดุเป็น PE


ภาพลักษณะการติดตั้ง


  • ที่เรียกกันติดปากว่า "สาย LAN" จะประกอบไปด้วย 1.หัวตัวผู้ [RG45 Plug]   2. สาย UTP 3. Locking Plug Boot














































  • แผ่นๆที่ติดตามผนังบ้านจะเรียก Face Plate โดยจะใช้คู่กับ เต้ารับตัวเมีย [RJ45 Modular] 
































































  • เต้ารับแบบฝังพื้น ที่เห็นในสำนักงาน หรือ บริษัท เรียกว่า POP-Up 1 , 2 , 3 Port Outlet w/DAMPING




















  • สาย LAN แบบสำเร็จรูปมาจากโรงงาน ที่พวกเราชอบซื้อกันแบบแพ็คใส่ถุงจะเรียกว่า สาย Patch Cord








































  • แผงกระจายสายมีเหล็กจัดสายและติดป้ายชื่อได้ที่เอาไว้ติดในตู้ Server >> แผงนี้จะเรียกว่า Patch Panel 





























*** แหล่งข้อมูล Credit : Interlink