Translate

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เปรียบเทียบระหว่างเคเบิลเส้นใยแก้ว (Fiber Optic) กับสายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)

 


ตารางเปรียบเทียบระหว่างเคเบิลเส้นใยแก้ว (Fiber Optic) กับสายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) 



เส้นใยแก้ว Fiber

โดยข้อดีสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. มีค่าการลดทอนสัญญาณต่ำ (low attenuation)

2. บรรจุข้อมูลได้เป็นจำนวนมหาศาล

3. โครงสร้างของสายเคเบิลมีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา

4. ราคาถูก เนื่องจากเส้นใยแก้วทามาจากวัตถุดิบที่เป็นทราย ซึ่งหาได้ง่ายกว่าทองแดงในธรรมชาติ

5. เป็นอิสระทางไฟฟ้า (Electrical Isolation) เนื่องจากเส้นใยแก้วมีคุณสมบัติเป็นฉนวน จึงไม่นำไฟฟ้า

6. ปราศจากสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า

7. ข้อมูลมีความปลอดภัยสูง

8. มีความทนทานสูง เส้นใยแก้วแต่ละเส้นจะมีอายุการทำงานที่ยาวนานมาก   กรณ๊ไม่หักหรือโดนแรงมากระทำ


โดยมีข้อด้อยดังนี้

1. เส้นใยแก้วมีความเปราะบาง แตกหักได้ง่ายเมื่อมีแรงภายนอกมากระทำ

2. เคเบิลเส้นใยแก้วไม่สามารถจัดวางให้มีรัศมีการโค้งงอน้อยๆ ได้ เหมือนสายไฟ

3. ในการติดตั้งระบบสายส่งเคเบิลเส้นใยแก้ว ต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์พิเศษ

รวมทั้งต้องอาศัยทักษะ ความชานาญ ความประณีต ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูงสาหรับงานด้านนี้ ค่อนข้างจะมีราคาสูงทีเดียว

ภาพเครื่องมือ Splice (เชื่อมสาย) สาย Fiber 


สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)
    สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) เป็นสายสัญญาณอีกประเภทหนึ่งซึ่งจะประกอบด้วยลวดทองแดงอยู่ตรงกลาง หุ้มด้วยฉนวนพลาสติกชั้นหนึ่ง แล้วจึงหุ้มด้วยทองแดงที่ถักเป็นแผ่น แล้วหุ้มภายนอกอีกชั้นหนึ่งด้วยฉนวนพลาสติก สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และสัญญาณรบกวนอื่น ๆ ใช้กันอย่างแพร่หลายในระบบโทรทัศน์ ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 350 Mbps ระยะการส่งสัญญาณสูงสุด 2-3 ไมล์
 
ข้อดี
- ราคาถูก
- มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
- ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา 
ข้อเสีย
- ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย
- ระยะทางจำกัด








วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic)

 โครงสร้างสายเบื้องต้น




        

            เส้นใยแก้ว หมายถึง เส้นใยโปร่งแสงทรงกระบอกตันขนาดเล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใยทั้งเส้นประมาณ 125 ไมครอน (ไมโครเมตร) หรือ 0.125มิลลิเมตร  (ขนาดเล็กกว่าเส้นผมเล็กน้อย)
                

                โดยทั่วไปวัสดุที่ใช้ทำเส้นใยแก้วมักเป็นสารประกอบประเภท ซิลิกา หรือ ซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) ซึ่งก็คือแก้วบริสุทธิ์ แก้วนี้อาจถูกเจือ (doped) ด้วยสารหรือวัสดุบางอย่าง ที่สามารถควบคุมอัตราการเจือได้ เพื่อทำให้แก้วมีค่าดรรชนีหักเหของแสง (refractive index) ตามต้องการ
                

                โครงสร้างพื้นฐานของเส้นใยแก้วประกอบด้วยวัสดุโปร่งแสงสองชั้น โดยในแนวแกนกลางของเส้นใยแก้วซึ่งเรียกทับศัพท์ว่า คอร์ (core) จะมีค่าดรรชนีหักเหสูงกว่าส่วนที่อยู่โดยรอบที่ห่างจากแกนกลางออกไป ซึ่งส่วนหลังนี้ เรียกว่า แคลดด้ิ้ง (cladding) หรือบางคนอาจเรียกสั้นๆ ว่า แคลด (clad) ทั้งสองส่วนนี้ ถ้ามองด้วยตาเปล่าหรืออาจใช้แว่นขยายธรรมดาส่องดูจะแยกไม่ออกเลย โดยจะเห็นเสมือนเป็นเนื้อแก้วชนิดเดียวกัน

                

                ส่วนของเส้นใยแก้วที่เป็นเนื้อแก้วนี้ เรียกว่า เส้นใยแก้วเปลือย (bare fiber) จะมีความเปราะบางมากเนื่องจากมีขนาดเล็กเท่าเส้นผม จึงต้องทำการเคลือบผิวของมันด้วยสารประเภทซิลิโคน โพลีเมอร์ หรือพลาสติกบางๆ ซึ่งส่วนนี้ มักเรียกทับศัพท์ว่าโค๊ดติ้ง(coating) หรือ แจ็กเก็ต (jacket)




สายไฟเบอร์ออฟติก Fiber Optic มีกี่ประเภท
ชนิดของสายที่ใช้แต่ละประเภทย่อมมีแบ่งแยกออกโดยเฉพาะ สาย fiber optic ก็เช่นกัน ในหัวข้อนี้จะอธิบายว่าสาย fiber optic มีกี่ประเภท ซึ่งมีตามดังนี้

Fiber Optic Cable Single-Mode
   Single mode optical fiber หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า SM เป็นสาย Fiber optic ซึ่งออกแบบมาสำหรับการนำแสงเป็นเส้นตรงในระยะทางไกล สายชนิดนี้ส่งสัญญาณได้ตั้งแต่ 5 กิโลเมตร ถึง 120 กิโลเมตรซึ่งไม่ว่าจะเป็นความเร็วอินเทอร์เน็ต 10Mbps, 100Mbps หรือ 1000Mbps(1Gbps) หากใช้สาย Fiber optic ชนิด single mode จะสามารถส่งสัญญาณได้ไม่จำกัดและความเร็วไม่ลดลง ชนิดของสาย fiber optic singlemode มี 2 แบบ คือ OS1 และ OS2 ซึ่งทั้งสองแบบนี้จะมีความแตกต่างสำหรับนำมาใช้งานทั้งทางด้านความยาวของคลื่นแสง 1310nm, 1550nm และ การใช้งานกับค่าสัญญาณรบกวนภายในสาย

Fiber Optic Cable Multi-mode
   สายเคเบิลไฟเบอร์ออฟติกชนิด Multi-mode สามารถเรียกสั้น ๆ ว่า MM สายประเภท Multi-mode ใช้สื่อสารได้เฉพาะในระยะทางที่สั้น เนื่องจากความเร็วและระยะทางซึ่งถูกจำกัดไว้ เช่น ถ้าหากต้องการส่งสัญญาณความเร็ว 100Mbps ระยะทางสูงสุดที่ส่งได้คือ 2 กิโลเมตร เพราะเหตุนี้สายเคเบิลไฟเบอร์ออฟติกชนิด Multi-mode จึงใช้งานได้เฉพาะภายในตึกและอาคาร


สายไฟเบอร์ออฟติก Fiber Optic แบบ Single-mode และ Multi-mode ต่างกันอย่างไร ??
Core Diameter
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า สาย fiberoptic มีกี่ core และมีกี่ขนาด ซึ่งสายแต่ละประเภทจะมี ขนาด core ที่ไม่เท่ากัน

ขนาด Core ของ Single mode คือ 9/125 µm (OS1, OS2)
ขนาด Core ของ Multi mode จะมี 2 ขนาดซึ่งถูกแบ่งออกมาเป็น 5 ประเภท คือ
  • 62.5/125 µm (OM1)
  • 50/125 µm (OM2)
  • 50/125 µm (OM3)
  • 50/125 µm (OM4)
  • 50/125 µm (OM5)
*** หมายเหตุ OM1 ไม่มาสามารถนำมาใช้เชื่อม OM2 , OM3 , OM4 , OM5 ได้ เพราะขนาดแก้วไม่เท่ากัน


Jacket Color
Jacket คือ สีเปลือกนอกของสายเคเบิลไว้ใช้สำหรับแบ่งแยกระหว่าง Multi-Mode และ Single-Mode ตามคำแนะนำของมาตรฐาน TIA-598C โดยแบบ Single-Mode ใช้ Jacket สีเหลือง 

ส่วนแบบ Multi-Mode ใช้สีของ Jacket ซึ่งแบ่งเป็นแต่ละประเภท ตามดังนี้
  • OM1 สีส้ม
  • OM2 สีส้ม หรือ เทา
  • OM3 สีฟ้า
  • OM4 สีฟ้า หรือ ม่วงชมพู
  • OM5 สีเขียว


ชนิดของหัว F.O. CONNECTOR 
หัว Connector ของ Fiber Optic มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ และแต่ละหัว Connector นำไปใช้ประโยชน์หรือแตกต่างกันอย่างไร 



  • ST Connector ประเภทนี้มีอัตราการสูญเสียกำลังแสงเพียงแค่ไม่เกิน 0.5 dB เท่านั้น วิธีการเชื่อมต่อก็เพียงสอดเข้าไปที่รู Connector แล้วบิดตัวเพื่อให้เกิดการล็อกตัวขึ้น เพิ่มความทนทาน แข็งแรง ทำให้ไม่เกิดปัญหาจากการสั่นสะเทือน และหัวชนิดนี้ ยังถูกนำมาใช้กับระบบ LAN Hub หรือ Switch และการใช้งานสำหรับสาย Fiber Optic ชนิด Single Mode และ Multimode มากที่สุดอีกด้วย แต่ในปัจจุบัน หัว ST Connector ชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว

  • SC Connector เป็นหัวที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากใช้ง่ายเพราะเป็นหัวแบบถอดเข้าถอดออกได้ พิเศษกว่านั้น SC Connector เป็นชนิดปรับแกนเส้นใยนำแสงได้ด้วย และเหมาะสำหรับการเชื่อมต่อ Fiber Optic ภายในอาคารสำนักงาน ซึ่งเครือข่าย LAN ชนิดนี้ยังเหมาะสำหรับงานที่ต้องการถอดเปลี่ยน Connector แบบรวดเร็ว โดยไม่สนใจความแน่นหนาของ Connector

  • FC Connector หัวนี้ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป โดยส่วนมาก Connector ชนิดนี้ จะถูกนำไปใช้งานทางด้านเครือข่ายโทรศัพท์ เนื่องจาก FC Connector ชนิดนี้อาศัยการขันเกลียวเพื่อยึดติดกับหัวปรับ ซึ่งข้อดีก็คือการเชื่อมต่อที่แน่นหนา ทนทาน และแข็งแรง แต่การเชื่อมต่ออาจต้องเสียเวลามากหน่อย

  • LC Connector มักใช้สำหรับการรับ-ส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูงมาก หรือเชื่อมต่ออุปกรณ์ทางแสง (Optical Module) ภายในองค์กร เป็นหัวที่มีขนาดเล็กนิยมใช้ต่อเข้ากับ Converter, GBIC หรือ SFP แต่ถ้าหากแบบคู่ ก็จะเรียก Duplex แบบเดี่ยวเรียก Simple ซึ่งก็ถือว่าเป็นหัวเชื่อมต่อที่ใช้งานง่ายมาก ทั้งยังสะดวก ราคาถูก มีการสูญเสียที่ต่ำมากและกินไฟน้อย มีทั้งแบบ Single Mode และ Multimode ซึ่ง LC Connector ถือเป็นการเข้าหัวสายที่นิยมมากในปัจจุบัน

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

UPS เครื่องสำรองไฟฟ้า ?


Uninterruptible Power Supply (UPS) 
"เครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ"


           เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการสำรองไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เช่น Compute, Server , IP camera และอื่นๆ ในกรณีที่เกิดไฟฟ้าดับหรือเกิดแรงดันไฟฟ้าผิดปกติโดยอุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่ในการปรับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่อยู่เสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์อิเล์กทรอนิคส์


หลักการทำงานของ UPS
หลักการทำงานของ UPS

ส่วนประกอบหลัก

1. เครื่องประจุแบตเตอรี่ (Charger) หรือ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าจาก AC เป็น DC (Rectifier)
- ทำหน้าที่รับกระแส AC จากระบบจ่ายไฟ แปลงกระแส DC จากนั้น >> ประจุเก็บไว้ใน Battery

2. เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)
- ทำหน้าที่รับกระแส DC จากเครื่องแปลงกระแส AC เป็น DC หรือ Battery  >> และแปลงเป็นกระแส AC สำหรับใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

3. แบตเตอรี่ (Battery)
- ทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในกรณีเกิดปัญหาทางไฟฟ้า โดยจะจ่ายกระแส DC ให้กับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าในกรณีที่ไม่สามารถรับกระแส AC จากระบบจ่ายไฟได้




UPS มีกี่ชนิด แบบไหนบ้าง ?
UPS ที่ใช้ทำงานนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นจะมีการใช้งานที่คล้ายคลึงกันนั่นก็คือการสำรองไฟเพื่อจ่ายไฟออกให้กับอุปกรณ์อื่นๆ แต่จะแตกต่างกันตรงที่แต่ละประเภทจะใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่างกันดังนี้

1. Standard UPS หรือออฟไลน์ UPS
เป็น UPS ที่จะทำงานด้วยการรับพลังงานจากระบบไฟบ้านโดยตรง พร้อมทั้งจะมีการทำหน้าที่แปลงพลังงานไฟให้เป็นกระแสสลับและส่วนหนึ่งก็จะเอาไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ หากเกิดไฟฟ้าดับขึ้นมา UPS นี้ก็จะทำการจ่ายไฟฟ้าให้กับ Inverter ภายใน เป็นการแปลงกระแสไฟฟ้าเป็นกระแสสลับ นั่นก็คือไฟบ้านที่ใช้กันอยู่ภายในบ้านนั่นเอง เพื่อให้การทำงานของอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับ UPS นั้นยังสามารถทำงานได้อย่างเดิม แต่ UPS ชนิดนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีไฟฟ้าดับเท่านั้น เช่น กระแสไฟฟ้าที่ผันผวนหรือกระแสไฟฟ้าตกทำให้มีราคาที่ถูกกว่า UPS ชนิดอื่นๆ


2. LINE interactive UPS with Stabilizer
UPS ประเภทนี้ จะมีลักษณะที่คล้ายกับแบบออฟไลน์ แต่สิ่งที่แปลกและเพิ่มขึ้นมานั่นก็คือ ระบบที่จะช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าให้อย่างอัตโนมัติ เป็นการทำขึ้นมาเพื่อให้กระแสไฟฟ้าคงที่เมื่อเจอกระแสไฟฟ้าที่ผันผวน ทำให้ไม่เกิดการกระชากของไฟเวลาไฟตก และถึงแม้จะมีการเกิดกระแสไฟฟ้าผันผวนเกิดขึ้น หากเป็นกระแสไฟฟ้าที่ไม่มากนัก UPS ชนิดนี้ก็จะไม่ดึงเอาพลังงานมาใช้ ทำให้เป็น UPS ที่มีอายุการใช้ค่อนข้างนาน และยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก



3.True online UPS 
UPS คุณภาพสูง โดยส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพในการใช้งานแบบ x 2 คือเป็นทั้งเครื่องประจุกระแสไฟฟ้าพร้อมทั้งเป็นตัวแปลงไฟฟ้าด้วย ซึ่ง UPS ชนิดนี้จะถูกทำขึ้นมาเพื่อใช้งานตลอดเวลาและสามารถป้องกันปัญหาไฟได้ทุกกรณี จะนิยมใช้กันเป็นอย่างมากกับการใช้งานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในการแพทย์ต่างๆ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการความเสถียรสูง เรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ UPS ชนิดนี้ก็รับได้หมดไม่ต้องกังวล





ตารางเปรียบเทียบ




*** แหล่งข้อมูลภาพ Credit : addin.co.th




















วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ระบบ LAN


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุปกรณ์ประกอบสาย LAN 
(ชื่อทางการ สาย UTP : Unshielded Twisted Pair)

การเลือกใช้สาย >> แบ่งตามลักษณะการติดตั้ง

1. ชนิดติดตั้งภายในอาคาร (Indoor Cable)

สายสัญญาณสำหรับติดตั้งภายในอาคารนั้น เปลือกนอกมักนิยมทำจากวัสดุ PVC เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและสามารถป้องกันการลามไฟได้ นอกจากนี้ได้มีข้อกำหนดหรือมาตรฐานป้องกันทางด้านอัคคีภัย จึงต้องมีการใส่สารพิเศษเข้าไป ทำให้สามารถแบ่งชนิดของสายภายในอาคารที่ใช้กันแพร่หลาย 4 ชนิดด้วยกัน

- CM (Communication Metallic)
เป็นสายที่สามารถป้องกันการลามไฟได้ในแนวราบ เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป เช่นการติดตั้งสายแนวราบภายในชั้นเดียวกัน (Horizontal Wiring)

- CMR (Communication Metallic Riser)
สายชนิดนี้สามารถป้องกันการลามไฟทั้งแนวราบและแนวดิ่ง มักใช้ในการเดินสายสัญญาณระหว่างชั้นในอาคารโดยผ่านช่องเดินสายของตัวอาคาร (Vertical Shaft)

- CMP (Communication Metallic Plenum)
เป็นสายที่เหมาะสำหรับการติดตั้งเดินสายบนฝ้าเพดาน หรือบริเวณช่องว่างเหนือฝ้าที่มีอากาศไหลเวียน (Plenum Space) แต่ไม่สามารถป้องกันการลามไฟในแนวดิ่งได้

- LSZH (Low Smoke Zero Halogen)
สามารถป้องกันการลามไฟได้ทั้งในแนวราบและแนวดิ่งเหมือน CMR แต่มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือเมื่อเกิดอัคคีภัย สายชนิดนี้จะมีควันน้อยและไม่ก่อให้เกิดสารพิษ


ภาพสายใช้ภายในอาคาร เปลือกสีขาว หรือ ฟ้า วัสดุ PVC เกรด CM, CMR 
หรือ LSZH

2. ชนิดติดตั้งภายนอกอาคาร (Outdoor Cable)

สายสัญญาณสำหรับติดตั้งภายนอกอาคารนั้น จะมีเปลือกนอกทำจากวัสดุ PE (Polyethylene) ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่สึกกร่อน แต่จะไม่สามารถป้องกันการลามไฟได้ ดังนั้นเราควรเลือกสายให้ถูกต้องตามชนิดของการใช้งาน

ภาพสายใช้ภายนอกอาคาร เปลือกสีดำ วัสดุเป็น PE


ภาพลักษณะการติดตั้ง


  • ที่เรียกกันติดปากว่า "สาย LAN" จะประกอบไปด้วย 1.หัวตัวผู้ [RG45 Plug]   2. สาย UTP 3. Locking Plug Boot














































  • แผ่นๆที่ติดตามผนังบ้านจะเรียก Face Plate โดยจะใช้คู่กับ เต้ารับตัวเมีย [RJ45 Modular] 
































































  • เต้ารับแบบฝังพื้น ที่เห็นในสำนักงาน หรือ บริษัท เรียกว่า POP-Up 1 , 2 , 3 Port Outlet w/DAMPING




















  • สาย LAN แบบสำเร็จรูปมาจากโรงงาน ที่พวกเราชอบซื้อกันแบบแพ็คใส่ถุงจะเรียกว่า สาย Patch Cord








































  • แผงกระจายสายมีเหล็กจัดสายและติดป้ายชื่อได้ที่เอาไว้ติดในตู้ Server >> แผงนี้จะเรียกว่า Patch Panel 





























*** แหล่งข้อมูล Credit : Interlink

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Internet of things (IoT) คืออะไร ??



Internet of things (IoT) พูดง่ายๆก็คืออุปกณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถสื่อสารพูดคุยกันเองได้ โดยการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ ผ่าน IP address โลกมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นจำนวนมากและมีการใช้คำว่า Smart ซึ่งในที่นี้คือ smart device, smart grid, smart home, smart network, smart intelligent transportation ต่างๆเหล่านี้ล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้

Image result for internet of things คือ


Internet of Things (IoT) มาประยุกต์ใช้งานในภาครัฐและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว จีนนั้นก็ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าจับตามองไม่น้อย ด้วยความพร้อมทั้งด้านผู้ผลิตเทคโนโลยีทั้งในส่วนของระบบเครือข่ายและ Hardware ไปจนถึงนโยบายการส่งเสริมที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ

Image result for internet of things (iot) คือ

Image result for internet of things (iot)

ตัวแปลสำคัญสำหรับ Internet of Things ที่ใช้ในการสื่อสารนั้นไม่เพียงแต่ Internet network เพียงเท่านั้น 
         แต่ยังมีตัวแปลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกนั่นคือ Sensor node ต่างๆจำนวนมากที่ทำให้เกิด wireless sensor network (WSN) ให้กับอุปกรณ์ต่างๆสามารถเชื่อมต่อเข้ามาได้ ซึ่งเจ้า WSNs นี่เองสามารถตรวจจับปรากฏการณ์ต่างๆ (physical phenomena) ในเครือข่ายได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น แสง อุณหภูมิ ความดัน เป็นต้น เพื่อส่งค่าไปยังอุปกรณ์ในระบบให้ทำงานหรือสั่งงานอื่นๆต่อไป


Access Technology (อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ในเทคโนโลยี)
         การพัฒนา Internet of Things นั้นนอกจากจะพัฒนาเทคโนโลยีในฝั่ง Hardware ได้แก่ processors, radios และ sensors ซึ่งจะถูกรวมเข้าด้วยกันเรียกว่า a single chip หรือsystem on a chip (SoC) แล้วก็ยังพัฒนา WSN ไปพร้อมๆกันด้วย และเมื่อพูดถึงการเชื่อมต่อปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการเชื่อมต่อสำหรับ Internet of Things หรือ Access tectechnology มีอยู่ 3 ตัวได้แก่
  • Bluetooth 4.0
  • IEEE 802.15.4e
  • WLAN IEEE 802.11™ (Wi-Fi) มาตรฐานการทำงานของระบบเครือข่ายไร้สาย


IoT ทำงานอย่างไร ?
ระบบ IoT โดยทั่วไปทำงานด้วยการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยระบบ IoT มีองค์ประกอบสามส่วน ได้แก่

1.อุปกรณ์อัจฉริยะ
นี่คืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรทัศน์ กล้องรักษาความปลอดภัย หรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่มีความสามารถในการประมวลผล ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้ หรือรูปแบบการใช้งาน และสื่อสารข้อมูลดังกล่าวผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังและจากแอปพลิเคชัน IoT

2.แอปพลิเคชัน IoT
แอปพลิเคชัน IoT คือชุดของบริการและซอฟต์แวร์ที่ผสานรวมข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ IoT ต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลนี้และตัดสินใจอย่างชาญฉลาด จากนั้นจะสื่อสารการตัดสินใจเหล่านี้กลับไปยังอุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์ IoT จะตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้รับอย่างชาญฉลาด 

3.ส่วนติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก
คุณสามารถจัดการอุปกรณ์ IoT หรือฟลีตอุปกรณ์ได้ผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก โดยตัวอย่างทั่วไป ได้แก่ แอปพลิเคชันมือถือหรือเว็บไซต์ที่สามารถใช้เพื่อลงทะเบียนและควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะได้




วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประเภท Microsoft Licensing


       

         Microsoft Licensing เนื่องจากเป็น OS ที่ได้รับความนิยมใช้กันมาก แถมมีชนิดมากมายหลายประเภทการใช้ แถมถ้าซื้อผิดไปทางบริษัทไม่รับผิดชอบ ฉะนั้นความศึกษาก่อนทำการซื้อ


  • OEM : Basic สุดสำหรับ License ประเภทนี้เรียกกันว่า OEM คือ License สำหรับเครื่องใหม่ ติดตั้งมาพร้อมกับโรงงานหรือบริษัทผู้ขาย เป็นราคาที่ถูกที่สุด ประหยัดที่สุด และมี Sticker แปะไว้ที่สินค้า ก็จะมีพวก Windows OS ต่างๆ

  • Full Package : Advance ขึ้นมาสำหรับผู้ที่ใช้งานไม่เกิน 5 เครื่อง กล่องสวยงาม Hiso มีคู่มือ มีแผ่นพร้อม สามารถใช้กับ Computer เครื่องเก่าได้

  • GGWA : Version โจรกลับใจ นั้นคือ สำหรับผู้ที่ใช้ของปลอม แล้วต้องการใช้ของแท้ขึ้นมา ก็ต้องซื้อประเภทนี้ สำหรับองค์กรที่ใช้มากกว่า 5 ตัวขึ้นไป


  • Open License : สำหรับองค์กรที่ต้องการ License 5 License ขึ้นไป เป็นการซื้อครั้งแรกขององค์กร ไม่มี Sticker แต่ปลอดภัยจากการตรวจสอบเพราะทุกครั้งที่ซื้อต้องแจ้งชื่อบริษัท ที่อยู่ แล้วลิขสิทธิ์นั้นจะติดไปกับองค์กรตราบนานเท่านั้น 


  • Open Value : สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ License + Software Assurance คือ ต้องการสิทธิ์ในการ Upgrade Version ใหม่ๆด้วย Hiso ที่สุด และยังได้ลิขสิทธิของตัวเองเมื่อพ้น 3 ปีไปแล้วโดยไม่ได้บังคับต่อ SA แต่ก็ไม่ได้สิทธิ Upgrade ด้วยเช่นเดียวกัน 


  • Open Value Subscription : คล้ายๆกับ Open Value แต่จะเป็นการเช่าใช้ เมื่อครบสัญญา 3 ปี หากต้องการใช้ต่อ ก็ต้องเช่าต่อ หากต้องการใช้ถาวรก็ต้องสั่งซื้อลิขสิทธ์ 


  • Select Plus : สำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ต้องการสั่งซื้อซอฟต์แวร์และบริการได้ในทุกระดับหน่วยธุรกิจ พร้อมสิทธิในระดับราคารวมในฐานะเป็นองค์กรเดียว ขณะเดียวกันก็ให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมกับลดความซับซ้อนในการจัดซื้อและง่ายต่อการบริหารจัดการซอฟต์แวร์


        ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงคร่าวๆของลิขสิทธิ์ของ Microsoft สรุปง่ายๆ ถ้าใช้ส่วนตัวก็ OEM ถ้าใช้ในองค์กรก็ Open License ดีสุด ถ้าองค์กรใหญ่ก็เลือกเอาระหว่าง Open Value , Subscription หรือ Select Plus นั้นเอง


Related image



License การใช้งาน Windows Server 2016 แบ่งเป็น 2 ส่วน


1. Server license ในรูปแบบ Core License เป็นสิทธิ์การใช้งานเพื่อการติดตั้ง Windows Server 2016 มีวิธีคิด ดังนี้

–  Physical core ซื้อขั้นต่ำ 8 core ต่อ 1 processor และบังคับซื้อ 16 core ต่อ server
–  ถ้า server มีมากกว่า 16 core ต้องซื้อเพิ่มทีละ 2, 4, 6, และ 8 core
–  ราคา Windows server 2016 Standard และ Data center ที่ 16 core จะมีราคาเท่ากับ Windows Server 2012 R2 (2 CPU และ 2 VM) ในรุ่น Standard และไม่จำกัด VM ในรุ่น Data Center



2. CAL license (Client Access License) เป็นรูปแบบสิทธิ์การใช้งาน client สำหรับเข้าใช้งาน server โดยสามารถเข้าได้มากกว่า 1 server ใน version เดียวกันหรือต่ำกว่า ซึ่งแบ่งได้เป็นอีก 2 ประเภทอีก คือ
– User CAL: คิดตามจำนวนผู้ใช้โดย 1 User CAL จะอนุญาตให้ผู้ใช้ 1 คนเข้าใช้ server ได้จากทุก device
– Device CAL: คิดตามจำนวน device โดย 1 Device CAL จะอนุญาตให้ใช้งาน server ได้จาก 1 device เท่านั้น แต่ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้ device นั้นๆ

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : 
Microsoft Volume Licensing - Client Access Licenses (CAL) and Management Licenses




วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ปัญหาเครื่อง Printer Epson 590 ปริ้นไม่ออก

ปัญหาเครื่อง Printer Epson 590 ปริ้นไม่ออก [พฤศจิกายน ปี 2560]



[ถ้าบริษัทไหนเกิดอาการขัดข้อง ปริ้น Epson 590 อาจจะเพราะเคสนี้]

      อยู่ๆก็เป็นทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไร ถ้าผ่านตัว Printer server d-link จะเกิดปัญหานี้ครับ เนื่องจากได้โทรสอบถามกลับทางบริษัทแล้วเนื่องจากปัญหามาจากการ Update ของตัว Window ทำให้เกิด Bug ขัดข้องของการ Printer Epson 590 การ Update ที่ปล่อยมาเริ่มวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งตอนนี้ทาง Window ยังไม่ปล่อยตัวอัพเดทใหม่มาแก้ปัญหานี้


           วิธีแก้เบื้องต้นคือ 
1. ทำการ Restore Windows กลับไปก่อนวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 แล้วทำการปิด window update
2. ทำการลง WIndow ใหม่แล้วทำการปิด  window update จนกว่าจะมีการแก้ Bug เสร็จ











                                                                        ...หรือท่านใดมีวิธีการแก้ไขอื่นๆมาอัพเดทข้อมูลกันนะครับ...

วิธีจากทาง dotmatrix

วิธีแก้ขัด ที่ 1 ถอน windows update เมื่อวาน
วิธีแก้ขัด ที่ 2 http://www.zxdrive.com/files/Epson/troubleshooting/sidm/tbs_dotmatrix_0035.pdf





วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ปัญหาคอมพิวเตอร์ Restart ตัวเอง

ปัญหาคอมพิวเตอร์ Restart ตัวเอง

รีสตาร์ท (Restart)


สาเหตุของปัญหา Restrat ตัวเองบ่อยๆ

1. เกิดจากตัวจ่ายกระแสไฟฟ้า Power Supply
          เนื่องจากมีการต่ออุปกรณ์เสริมมากจนเกินเช่น การ์ดจอที่กินกระแสสูง หรือการต่อพ่วง Harddisk 2 ลูก ทำให้เกิดการจ่ายกระแสไฟฟ้าไม่พอ
    วิธีแก้ไข : ทำการเปลี่ยนตัวจ่ายกระแสไฟ ให้มีวัตต์ที่สูงกว่าเดิม



2. เกิดจากการต่ออุปกรณ์ใหม่ ที่ไม่เข้ากัน
         เมื่อต่ออุปกรณ์ที่ไม่เข้ากับบอร์ด หรือตัว ไบออส เช่นการใช้ Ram คนละบัสที่แตกต่างกันทำการให้ทำการของสัญญาณคอมพิวเตอร์ขัดข้อง

    วิธีแก้ไข : ถอดหาต้นเหตุของตัวอุปกรณ์ใหม่เจ้าปัญหา ตรวจสอบรายละเอียดว่าอุปกรณ์เข้ากันได้หรือป่าว


3.เกิดจากไฟล์ OS ที่ติดตั้งไม่สมบูรณ์หรือเสียหาย

        > สามารถเกิดจากการที่ไฟดับ ไฟตก ไฟกระชาก ทำให้ Harddisk เกิดความเสียหาย ข้อมูลที่เป็น window เสียหาย
        > สามารถเกิดจากไวรัสที่เข้าไปสร้างความเสียหายให้กับไฟล์ OS

    วิธีแก้ไข : ติดตั้งระบบปฎิบัติการใหม่ (ลงวินโดส์ใหม่นั้นเอง) ที่เป็นของแท้

4.อื่นๆ คือ  อาจจะเป็นที่ CPU ร้อนจัดเครื่องจะรีบู๊ตตัวเอง 
                   วิธีแก้ไข : เปลี่ยน ซิลิโคนอาจจะเก่า หรือ ใส่พัดลม



                  อาจจะเป็นเมนบอร์ด ตัว C เก็บประจุบวมได้
                   วิธีแก้ไข : ถ้ามีฝีมือทำการเปลี่ยน C เองได้ครับ




                 *** ทั้งหมดเหล่านี้คืออาการที่ติด Top ของปัญหา Restart แต่ยังมีหลายอาการที่อาจจะทำให้เกิดการ รีบู๊ตได้อีก ***



วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เสียงร้อง ของคอมพิวเตอร์มีความหมายอย่างไร ??

เสียงร้อง ของคอมพิวเตอร์มีความหมายอย่างไร ??


เสียงของคอมพิวเตอร์


           เสียงสัญญาณ Beep ปี๊บ ในคอมพิวเตอร์ สัญญาณค่อนข้างฟังยาก ถ้าฟังไม่ทัน ควร  Restart แล้วฟังใหม่ จึงควรอาศัยความชำนาญเล็กน้อยในการฟัง     โดยสัญญาณจะแบ่งออกเป็น 3 จังหวะ แต่ละจังหวะ จะมีเสียงสั้นยาวไม่เท่ากัน  โดยแต่ละสัญญาณเสียงที่เป็นปัญหาหลักๆ จะมีความหมาย ดังนี้

BIOS Award 
     เสียง Beep สั้นๆ 1ครั้ง (Beep) > เครื่องทำงานปกติ
     เสียง Beep สั้นๆ 2-3 ครั้ง (Beep Beep) > เครื่องทำงานผิดปกติ แรมหรือแมนบอร์ดอาจมีปัญหา Post ไม่ผ่าน
     ไม่มีเสียง (...) > แหล่งจ่ายไฟหรือแมนบอร์ดมีปัญหา
     เสียง Beep สั้นๆ หลายครั้งอย่างต่อเนื่อง (Beep Beep Beep Beep Beep) > แหล่งจ่ายไฟหรือเมนบอร์ดมีปัญหา
     เสียง Beep ยาวๆ 1 ครั้ง และสั้นๆ 1 ครั้ง (Beep...Beep) > เมนบอร์ดมีปัญหา
     เสียง Beep ยาวๆ 1 ครั้ง และสั้นๆ 2 ครั้ง (Beep...Beep Beep) > การ์ดจอเสียบไม่แน่น หรือเสีย
     เสียง Beep ยาวๆ หลายครั้งอย่างต่อเนื่อง (Beep...Beep...Beep...Beep...Beep...) > แรมเสียบไม่แน่น หรือหน้าสัมผัสสกปรก


BIOS AMI
     จำนวนเสียง 1 ครั้ง > เครื่องทำงานปกติ POST ผ่าน
     จำนวนเสียง 2 ครั้ง > หน่วนความจำส่วนแรกสุด (64kb) มีปัญหา ตรวจสอบพาริตี้ไม่ผ่าน
     จำนวนเสียง 3 ครั้ง > การทดสอบการอ่าน/เขียนข้อมูลในหน่วยความจำมีปัญหา
     จำนวนเสียง 4 ครั้ง > วงจรตั้งเวลาตัวหลักเมนบอร์ดมีปัญหา
     จำนวนเสียง 5 ครั้ง > CPU มีปัญหา
     จำนวนเสียง 6 ครั้ง > ตัวชิบที่ควบคุมการทำงานของคีย์บอร์ดเสีย
     จำนวนเสียง 7 ครั้ง > เกิดปัญหาในการเปลี่ยนโหมดการทำงานของ CPU
     จำนวนเสียง 8 ครั้ง > หน่วยความจำบนการ์ดจอมีปัญหา (การ์ดจอเสีย) เสียบไม่แน่น หรือหน้าสัมผัสสกปรก
     จำนวนเสียง 9 ครั้ง > BIOS มีปัญหา
     จำนวนเสียง 10 ครั้ง > CMOS มีปัณหา ไม่สามารถอ่านเขียน CMOS ได้
     จำนวนเสียง 11 ครั้ง > หน่วยความจำแคชมีปัญหา